งานตีนจกแม่แจ่ม

งานตีนจกแม่แจ่ม
ใส่ผ้าตีนจกแจ่มเจ้า

ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ผ้าตนจกแม่แจ่ม

อำเภอแม่แจ่มเป็นอำเภอขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ มีการตั้งชื่อตามลำน้ำสายหลักที่ไหลหล่อเลี้ยง พื้นที่อำเภอตั้งแต่เหนือจรดใต้ อำเภอแม่แจ่ม อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปทางทิศตะวันตก ผ่านเส้นทางสายฮอดประมาณ 156 กิโลเมตร ผ่านทางดอยอินทนนท์ประมาณ 117 กิโลเมตร เป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ที่ราบระหว่างหุบเขาถนนธงชัยกลางและทิวเขาถนนธงชัยตะวันออก ด้วยลักษณะภูมิประเทศดังกล่าว ส่งผลให้แม่แจ่ม เป็นอำเภอหนึ่งที่ชาวบ้าน ยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีใช้ชีวิตอย่างล้านนาโบราณได้เป็นอย่างมาก
หากจะพูดถึงวัฒนธรรมการแต่งกายที่โดดเด่นของชนพื้นเมืองที่ยังปรากฎให้เห็น ในปัจจุบัน ต้องเดินทางไปที่ อ.แม่แจ่ม โดยเฉพาะในงานบุญต่างๆ ภาพผู้เฒ่า ผู้แก่ หรือวัยหนุ่มสาว จะยังคงแต่งตัวด้วยผ้างาม ซึ่งเป็นฝีมือของคนบ้านแม่แจ่มนี่เหละค่ะ
ผ้าตีนจก คือเอกลักษณ์หนึ่งของอำเภอแม่แจ่ม คำว่าตีนจก มาจากคำว่าตีน อันหมายถึงเชิง ส่วนคำว่าจก หมายถึง การทอลาย โดยใช้ขนเม่นควัก แล้วใช้ด้ายสอดลาย แล้วนำมาเย็บตัดกับเชิงผ้า ผ้าที่มีเชิงเช่นนี้ จึงเรียกว่า ผ้าตีนจก
.......ผ้าตีนจกแม่แจ่ม เป็นผ้าที่ชาวไทยยวนทอขึ้นมาเพื่อใช้นุ่งในโอกาสพิเศษนอกเหนือจากผ้าซิ่นที่ชาวบ้านใช้ นุ่งในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การไปทำบุญที่วัด งานประเพณีต่างๆ ของชุมชนและวันสำคัญของครอบครัว โดยที่สภาพหมู่บ้านของแม่แจ่มมีกลุ่มช่างทอผ้าที่เข้มแข็งทำการทอผ้าสืบต่อกันมาจำนวนมาก เช่น ที่บ้านท้องฝาย บ้านทัพ บ้านไร่ เกือบทุกบ้านจะมีเครื่องมือทอผ้า คือ หูกอยู่ใต้ถุนบ้าน และผลงานของผ้าตีนจกที่ทอมีความงดงามด้วยลวดลายและสีสันที่ไม่ซ้ำใคร ลายที่ใช้ประจำมีอยู่หลายลาย และมีลายประยุกต์หรือยืมมาจากที่อื่นบ้าง ซึ่งเป็นธรรมดาของการถ่ายเทรูปแบบแก่กัน และกันบ้าง ตามสมัยนิยม ทั้งราคาที่เสนอขายก็มีความเหมาะสมต่อการซื้อไปใช้ หรือฝากให้ญาติพี่น้อง จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ที่ไปเยือนแม่แจ่มอยู่เสมอมา
ลักษณะของซิ่นตีนจกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ หนึ่งหัวซิ่น หรือเอวซิ่น ทอเป็นผ้าสีพื้นสีเดียว เช่น สีแดง สีดำ หรือขาว มีความกว้างคืบครึ่งหรือสองคืบ ลักษณะต้องอ่อนและนิ่ม เพื่อว่าเวลานุ่งจะได้ไม่เกิดความระคายเคืองแก่ผิวหนังมากนัก ส่วนที่สอง ก็คือ ตัวซิ่น ทอเป็นลวดลายตามทางยาวสลับลวดลายตามแบบยกลายในเนื้อผ้าด้วยตะกรอ ใช้ฟืมหน้าแคบเช่นกัน กว้างประมาณสองคืบหรือมากกว่านั้น ลายที่ได้จะเป็นลายตามความยาวของผ้า แต่เมื่อมา เย็บต่อกับหัว ซิ่นตามด้านยาวแล้ว ลายซิ่นก็จะเป็นลายขวางกับตัวซิ่นไป ส่วนสุดท้ายเป็นส่วนสำคัญ คือ ตีนซิ่น ทอด้วยผ้าพื้นสีเดียว เช่น แดง ดำ เป็นต้น ทอด้วยฟืมหน้าแคบ เช่นกัน ประมาณสองคืบและจกลวดลายลงบนผ้าพื้นด้วยปลายขนเม่น ปลายไม้หรือนิ้วมือ เพื่อสอดเส้นพุ่ง พิเศษที่เตรียมไว้ต่างหากด้วยสีสันต่างๆกันไป การจกจะทำด้านหลังของผืนผ้าเผื่อสะดวกในการต่อด้าย หรือยกด้ายข้ามกันไปมาได้สะดวก ลายก็จะไปปรากฏอยู่ด้านหน้าของผืนผ้า ลวดลายหลักๆ จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เป็นแม่ลายเรียงต่อกันตามแนวยาว สอดสลับด้วยลายรูปสามเหลี่ยมหรือรูปฟันปลา และแบ่งลายด้านในและนอกของรูปทรงเหล่านั้นด้วยรูปเรขาคณิต เช่น ขอเบ็ด ม้วนเข้าใน ขอเบ็ดม้วนกลับออกข้างนอก พร้อมกับสอดสีสลับกันไปตามแบบที่คิดไว้ และลวดลายเหล่านี้ก็มีชื่อเรียกในหมู่ช่างทอ เช่น ลายเจียงแสนหลวง ลายขันแอวอู ลายขันสามเอว ลายกุดขอเบ็ด ลายละกอน ลายหงษ์ปล่อย และลายนกนอน
ในการทำซิ่นตีนจกที่แม่แจ่มนี้ มีวัสดุสำคัญ คือเส้นด้าน โดยได้จากการปลูกฝ้ายพื้นเมือง ผ่านกระบวนการต่างๆ จนเป็นเส้นด้ายแล้วนำมาย้อมสีด้วยสีที่ได้จากธรรมชาติหรือสีเคมีสังเคราะห์จากนั้น นำไปทอ หรือจะซื้อด้ายดิบจากท้องตลาดแล้วนำมาย้อมเอง หรือซื้อด้าย ย้อมสำเร็จรูปก็ได้เช่นกัน แล้วแต่ความสะดวกของช่างทอผ้า ปัจจุบันมีการผสมผสานเส้นด้ายชนิดใหม่เข้าไปในการทอผ้าตีนจกมีการสอดใส่ดิ้นเงินบ้าง ตามความต้องการของตลาด ทำให้เกิดความหลากหลายของวัสดุ ที่ใช้ทอผ้ามากขึ้น
หลังจากที่ผ้าตีนจกแม่แจ่ม ทอเสร็จแล้ว ปรากฏว่าผู้ซื้อได้นำไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่นทำผ้าถุงสำเร็จ หรือนำไปต่อ ชายซิ่นชนิดอื่น ตัดเสื้อกั๊ก ตัดเสื้อสูท กระเป๋าถือ ชายผ้าปูโต๊ะ ม่านแขวนผนัง หรือเก็บสะสมในพิพิธภัณฑ์ ส่วนตัว ทำให้ผ้าซิ่นตีนจกมีการใช้งานหลากหลายออกไปจากเดิมมากมายดังนั้น ปัจจุบันมีการซื้อขายและสั่งทอตีนจกตามความต้องการของตลาดมากขึ้น
ประวัติความเป็นมาโดยสังเขป คือยังไม่มีการศึกษาอย่างลึกซึ้งจริงจัง แต่เท่าที่ไปอยู่ในแม่แจ่ม เท่าที่เห็น ซิ่นตีนจก อยู่ในประเพณีวัฒนธรรมของแม่แจ่มมาเป็นเวลาร้อยๆปีและเท่าที่เห็นมันก็ยังดำรงอยู่ในวิถีชีวิต คือเขายังใช้อยู่ในงานพิธี งานบุญ ปอยหลวง และที่สำคัญ คือ ไว้นุ่งให้กับคนที่ตาย โดยที่เขาเชื่อว่า คนที่ตาย ก็จะไปในภพชาติใหม่ เขาอยากให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ได้ไปเกิดในที่ๆดี แล้วขึ้นไปบนสวรรค์ ได้ไปไหว้พระเกศแก้วจุฬามณี คติเดียวกัน คือการสะสมบุญ เพื่อที่จะได้ไปขึ้นสวรรค์ คือญาติที่ทำอยากให้ผู้ตายได้ไปในภพชาติที่ดีและได้ไปที่ๆดี จากคติที่มีอยู่ ญาติเริ่มทำตั้งแต่เมื่อไร จริงๆแล้วคนตาย ส่วนใหญ่คนแม่แจ่มเริ่มแก่เฒ่า หรือคนหนุ่ม ก็จะเริ่มเก็บตีนจกของตัวเองไว้ ยิ่งอายุมากก็จะสั่งลูกหลานไว้เลย สมมุติมีตีนจกสัก 2 ผืน 3 ผืน ก็จะสั่งไว้เลยว่า ผืนนี้ให้นุ่งให้เขาตอนตาย ผืนนี้เอาให้หลานคนนั้น ผืนนี้เอาให้ลูกคนนี้ เขาจะถือเป็นมรดกอย่างหนึ่ง ถ้าเทียบแล้วก็จะเป็นทรัพย์สินที่มีค่าของคนแม่แจ่ม
วิธีทำก็คือใช้จก ใช้เส้นด้ายทีละเส้น ด้วยขนเม่น คือจะใช้สีเยอะมาก ถ้าเป็นลายโบราณ เขาจะต้องมีสมาธิค่อนข้างสูง ก็คือเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ค่อนข้างจะต้องใช้ความเพียรพยายาม สติ สมาธิเยอะ แล้วตรงนี้ ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่มันเกิดจากศรัทธาที่ได้ทำ หรือถ้าบางคนทำไม่เป็นจริงๆ ก็ชาติหนึ่ง อยากมีไว้ เพื่อที่จะได้เอาไว้นุ่งไปทำบุญก็ดี หรือไปในภพชาติที่ดี ก็คือเป็นการเตรียม ความพร้อมก่อนที่จะตาย
ส่วนใหญ่ที่เป็นคนเมืองยังคงดำรงชีวิตแบบนี้ คือเอาไว้นุ่งในงานประเพณี ในพิธีกรรมสำคัญ แต่ที่เอาไว้นุ่งให้ผู้ตาย อาจจะลดน้อยลงแต่ในหลายหมู่บ้านก็ยังคงรักษาประเพณีนั้นไว้อย่างเหนียวแน่นหากมีผู้กล่าวถึงแม่แจ่มว่า ที่นี่คือภาพสะท้อนแห่งล้านนาในอดีต แม้นว่าประเพณีวัฒนธรรมหลายอย่างในตัวเมืองหรืออำเภออื่น ได้เลือนหายไปจากเชียงใหม่ แต่สำหรับที่นี่ ยังคงเหนียวแน่นกับงานบุญ เช่นประเพณีตานหลัวผิงไฟพระเจ้า และเมื่อมีงานบุญทีไร ผ้าตีนจกของแม่แจ่ม ก็ยังปรากฏอย่างแจ่มแจ้งให้พบเห็นว่า ตีนจกของที่นี่งามนัก เพราะเป็นงานฝีมือ งานที่ทำจากสมองและสองมือจริงๆ

หนังสือสามมิติ (Pop Up)

รายงานผลการใช้หนังสือสามมิติ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคำ
สำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ระดับช่วงชั้นที่ 2
โรงเรียนชุมชนบ้านช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

ผู้เขียน นางเอื้อมพร ยั่งยืน


บทคัดย่อ

การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือสามมิติ สำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านคำ ของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ก่อนและหลังการสอนโดยใช้หนังสือสามมิติ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ที่มีต่อหนังสือสามมิติ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ระดับช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ในภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2551 จำนวน 5 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย หนังสือสามมิติ จำนวน 1 เล่ม แผนการสอนเฉพาะบุคคล จำนวน 40 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านคำก่อนและหลังเรียน จำนวน 4 ชุด ชุดละ 20 คำ แบบประเมินความพึงพอใจ แบบบันทึกการประเมินพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สูตรการหาประสิทธิภาพ(E1/E2) ค่าเฉลี่ยร้อยละ เปรียบเทียบความก้าวหน้าก่อนและหลังการใช้หนังสือสามมิติ การหาค่าระดับความพึงพอใจที่มีต่อหนังสือ สามมิติ ด้วยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) วิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการบรรยายประกอบตาราง
ผลการศึกษาพบว่า
1. ประสิทธิภาพของหนังสือสามมิติ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคำ สำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ โดยเฉลี่ยมีค่า E1/ E2 เท่ากับ 86.66/90.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้คือ 80/80


2. ผลสัมฤทธิ์การอ่านคำของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ก่อนการใช้หนังสือสามมิติและหลังการใช้หนังสือสามมิติ มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 69.25
3. นักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ มีความพึงพอใจต่อการใช้หนังสือสามมิติ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคำ อยู่ในระดับ มากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.54